วัยหนุ่ม
นึกถึงอดีต
เที่ยวธารเสด็จ
เที่ยวชมป่า ป่าถูกทำลาย
วันที่ 7 ธันวาคา พ.ศ. 2509 นึกถึงสถานที่ป่าซึ่งเคยเที่ยวชมมาก่อน เช่น สถานที่ผาดอกไม้ ลาดไม้แดง ยอดโดม ป่าหอนาง ที่เพชรหึง ฯลฯ ล้วนเป็นสถานที่น่าชม น่าศึกษาสำหรับผู้ที่รักและสนใจธรรมชาติ หากท่านเคยไปเห็นดอกไม้ทีกำลังบานสะพรั่งเต็มหน้าผา เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน มันคงจะติดตาติดใจให้คิดถึง ลาดไม้แดง และเมี่อนั่งพักผ่อนหย่อนใจ รับลมเย็นภายใต้ร่มเงาไม้แดง ชมทิวทัศน์สวยงาม มองไปแต่ละที่แต่ละมุมงดงามไม่เหมือนกัน ยอดโดม เป็นจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งเป็นยอดผาหินโผล่สูงขึ้นเหนือพื้นดิน จินตนาการเหมือนผู้วิเศษจงใจนำมาพิงแปะไว้กับเนินเขา ปล่อยให้หินส่วนบนโผล่ขึ้นไปเป็นยอด เมื่อขึ้นไปนั่งบนยอดหินซึ่งมีร่มเงาไม้ตามบริเวณใกล้ๆ ช่วยบังแดดให้ ที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวที่แปลกตากว่าที่อื่น ป่าหอนางหรือผาริ้วนางสีดา เมื่อเดินเข้าไปจะเห็นหอนางเกาะติดอยู่ตามต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ริ้วผ้าจะแกว่งพริ้วเมื่อต้องสายลมเหมือนจงใจ ให้ผู้คนที่ผ่านมาได้ชม หอนางอีกบางส่วนที่ตกจากต้นไม้ กองอยู่บนพื้นโคนต้นก็มีมาก ใครต้องการอยากได้ไปเลี้ยงไว้ดูเล่น ให้เกาะติดกับต้นไม้ใกล้บ้านก็เลือกเก็บเอาได้ตามใจ ที่เพชรหึง ต้องการจะเห็นก้านดอกของมันว่าเป็นอย่างไร ราวเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน จะชูก้านดอกขึ้นมาให้ผู้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนถึงกับตะลึง เพราะกอที่ผู้บันทึกได้เห็นมีก้านดอกกว่า 50 ก้าน บางก้านสูง 2 เมตรกว่า สูงกว่าหัวอีก 1 ช่วงแขน และลดหลั่นลงมาสวยงามมาก สิ่งที่ได้เห็นมาแล้วยังติดตาอยู่เมื่อคิดถึงป่าน้ำตกแพงและป่าเขาหน้าวัด ป่าเขาท่านุ้ยและป่าเขาไม้งามฯ
วันที่ 7 ธันวาคม 2509 เมื่อว่างจากงานจึงถือโอกาสเดินไปเที่ยวป่าตามสถานที่กล่าวมาแล้วอีกครั้ง เพราะว่างเว้นมานาน เริ่มแรกจึงมุ่งหน้าสู่ผาดอกไม้ พอก้าวเท้าเข้าเขตก็ต้องสลดใจ เพราะป่าด้านบริเวณข้างเคียงผาดอกไม้ที่เคยเป็นป่าใหญ่ ระเกะระกะด้วยหินน้อยใหญ่ บัดนี้ป่าถูกตัดโค่นลงทับหินทิ้งร้าง เพราะซากไม้ยังนอนพาดทับกันไปมา เข้าไปยาก แต่ก็ต้องยอมบุกป่าเกิดใหม่ที่ปกคลุมบรรดาไม้ซึ่งถูกโค่นทิ้งเหล่านั้นเต็มไปด้วยมด หิน หญ้าคมบาง พยายามปีนป่ายไปตามช่วงหิน ลอดซากไม้ไปบ้าง ร้อนและคัน พอถึงหน้าผาก็ต้องผิดหวังอีกเพราะหน้าผาที่เคยเต็มด้วยกอและเถาไม้ดอก ได้อันตธาน! คงเหลือให้เห็นเศษพันธุ๋ไม้ดอกเพียงเล็กน้อย ต่อไปคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นเหมือนในอดีตอีก เสียดายแทนผาหิน ที่ต้องสูญเสียอาภรณ์อันงดงามคงเหลือแต่ผาเปลือยเปล่า
เมื่อได้เวลา ย้อนกลับออกจากผาดอกไม้ มุ่งสู่ลาดไม้แดง เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขตไม้แดงที่เคยให้ร่มเงาเย็นสบาย ป่าไม้ก็ถูกตัดโค่นเหลือแต่ตอมองดูไปแต่ละด้านเห็นแต่ไม้เล็กเกิดใหม่ กินเนื้อที่ไกลลิบ จึงคิดคเนย์ว่าทุกที่ที่จะไปชม คงจะถูกทำลายไปหมดแล้วเช่นกัน
ข่มใจออกจากลาดไม้แดงอย่างผิดหวัง ตรงไปที่ยอดโดมซึ่งเคยมีร่มเงาไม้หลายประเภทช่วยเป็นร่มบังแดดยามขึ้นไปนั่งชมวิว แต่ไม้เหล่านั้นก็ไร้ร่องรอย ไม่เห็นแม้แต่ตอ ร้อนและกระหายน้ำจนหลอดคอแห้งจะยืนดูอยู่นานก็อ่อนใจ เพราะทุกอย่างได้เปลี่ยนสภาพไปหมดแล้ว
ออกจากยอดโดม เดินลงสู่ธารน้ำน้อยเพื่อล้างหน้าล้างตัว ดื่มน้ำแก้กระหาย อนิจจา! ธารน้ำน้อยที่ไม่เคยแห้งมาก่อน มีแต่ทราย เพราะไม่มีป่าไม้อุปถัมภ์เหมือนก่อน กระหายน้ำก็กระหาย ทั้งหมดกำลังใจ หมดแรงจะเดินไปชมป่าหอนางหรือป่ากระเช้าสีดาและที่เพชรหึง คิดว่าก็คงจะถูกทำลายไปด้วยเหมือนกัน จึงไม่อยากไปให้ผิดหวังอีก ตัดสินใจเดินบุกป่าไม้เล็กไม้น้อย ลัดเลาะไปสู่ธารน้ำรัก ซึ่งมีน้ำตกแพงเป็นสัญลักษณ์ จึงหวังพึ่งธารน้ำแห่งนั้นในยามร้อนการะหาย และก็ไม่ผิดหวัง
เมื่อล้างหน้าล้างตัวดื่มน้ำคลายร้อน จึงคิด เราควรจะลงมือสร้างวนอุทยานน้ำตกแพงได้แล้ว ชักช้าไม่ได้แล้ว จะทำอย่างไรดี ธารน้ำรักก็ยังไม่ได้สำรวจ คิดให้รอบคอบก่อนแล้วตัดสินใจ จะดีหรือไม่ควรอย่างไรหนักใจอยู่ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า
หากทำอะไร ที่ผู้อื่นเขาไม่เข้าใจไม่เห็นด้วย อาจจะถูกมองอย่างคลางแคลงในทางลบ
ตัดสินใจสร้าง วนอุทยานน้ำตกแพง
วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2510 ถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิตอีกก้าวที่ได้ตัดสินใจอย่างแน่นอนที่จะสร้าง วนอุทยานน้ำตกแพง เพราะได้ทบทวนความคิดที่ว่า ทำสิ่งที่ผู้อื่นไม่ยอมรับในวันนี้ อาจจะถูกมองในแง่ร้าย อย่าไขว้เขว ไม่ควรไปให้ความสนใจมาก สนใจต่องาน หากมั่นใจว่าศึกษามาดีแล้วว่างานที่จะทำนั้นมีประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ต้องพยายามทุ่มเทกับงานนั้นอย่างบริสุทธิ์
ผู้บันทึกเตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมกับทุกสถานการณ์ จึงตัดสินใจสร้าง วนอุทยานน้ำตกแพง นั่นเพราะเกี่ยวกับป่าที่ถูกทำลายอย่างไม่ขาดสายและยังต่อเนื่องอยู่เสมอ เมื่อป่าไม้ยังถูกทำลาย สรรพสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับป่า อาศัยป่าเป็นแดนเกิดเป็นที่อยู่อาศัย ก็พลอยถูกกระทบถูกทำลายไปด้วย
ผู้บันทึกได้พบเห็น ได้สัมผัสในที่แห่งเดียวกัน เพียวต่างเวลาและต่างวัยเท่านั้น เมื่ออยู่ในวัยเด็กและวัยหนุ่ม โยมพ่อจันทร์ บุญญา ได้พาไปเที่ยวป่าหาหวายและเลื่อยไม้ไว้ใช้เองบ้าง ขายบ้าง บางครั้งต้องนอนค้างคืนในป่า เพื่อไม่ต้องเสียเวลาไป-กลับในการทำงาน
ภายในป่าเขาลำเนาไพรเวลานั้น ไม้ใหญ่เต็มไปทั่ว กินเนื้อที่กว้างเป็นหมื่นไร่ ชุ่มชื่นไปด้วยน้ำเย็นยะเยือก แม้ธารน้ำสายน้อยก็มีน้ำไม่เคยขาด น้ำสะอาดเย็นดื่มแล้วชื่นใจ ต่อมาเมื่อไม้ถูกโค่นเผาทำลาย เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่ไม่ได้ทำจริงจัง แล้วปล่อยทิ้งให้เป็นป่าเกิดขึ้นใหม่ ไม่มีร่มเงาไม้ใหญ่ช่วยปิดบัง ไม่มีน้ำในธารใสให้ดื่ม
เหตุการณ์ที่ได้สัมผัสประสบมานี้ จึงมีสำนึกเกิดขึ้นว่า ต่อไปลูกหลานชาวเกาะพะงันจะอดน้ำ ไม่มีน้ำใช้ เพราะป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อป่าถูกทำลายอากาศก็ร้อน ความร้อนเผาผลาญน้ำตามลำธารให้กลายเป็นไอลอยไปในอากาศ แม้น้ำใต้ผิวดินก็ยังถูกความร้อนเผาผลาญให้ระเหยแห้งและน้ำใต้แผ่นดินที่ลึกลงไป ก็ไหลซึมลงสู่ที่ต่ำเรื่อยไป เพราะขาดรากไม้ใหญ่ช่วยอุ้มพยุง ที่สุดน้ำก็เลื่อนไหลไปทำระดับกับน้ำทะเล น้ำทะเลก็จะไหลซึมเข้าผสมกับน้ำจืดซึ่งมีน้อยกว่า น้ำใต้แผ่นดินจึงมีรสเค็ม และเมื่อขาดป่า ฝนก็น้อย หากปีใดมีฝนน้อยบ้านที่อยู่ใกล้ทะเล บ่อน้ำจืดจะมีรสเค็ม นี่คือสัมพันธภาพของธรรมชาติ
เมื่อได้ตัดสินใจ จึงออกจากวัด เวลาโมงกว่า สู่เขตแพง สำรวจเสันทางเพื่อตัดถนน และสร้างศาลาที่พักให้ใกล้น้ำตกแพงทั้งสอง คือน้ำตกแพงใหญ่และน้ำตกแพงน้อย ซึ่งอยู่ต่างสายธารแต่ไหลมารวมอยู่ใกล้กัน น้ำตกแพงน้อยธารน้ำเล็ก น้ำตกแพงใหญ่น้ำมากกว่า น้ำตกแพงใหญ่อยู่ที่ธารน้ำรัก น้ำตกแพงน้อยอยู่ที่ธารน้ำค้างพลู ไหลลงมารวมกับธารน้ำรัก
เมื่อตรวจหาพื้นที่สร้างศาลาได้แล้วจึงปักไม้เป็นเครื่องหมาย แล้วเดินสำรวจเพื่อจะตัดถนน เดินกลับไปกลับมาระหว่างเขตแพงกับที่ของชาวบ้านว่าตัดถนนอย่างไรดี ระยะความยาวเท่าไร ในที่สุดก็ทำเครื่องหมายโดยวิธีหักยอดไม้ กิ่งไม้ ให้พับเป็นแนวห่างๆ พอให้รู้
เมื่อสำรวจพื้นที่จะสร้างศาลาและตัดถนนได้แล้ว จึงลงสรงน้ำในธารน้ำรักด้วยความเย็นใจ สบายใจ ที่ได้ตัดสินใจสร้าง วนอุทยานน้ำตกแพง สมดังตั้งปณิธานไว้แน่นอน และคงจะไม่นานสิ่งต่างๆ ในวนอุทยานน้ำตกแพงจะปรากฏขึ้น เห็นว่าควรแก่เวลาก็เดินทางกลับวัดราษฎร์เจริญที่อยู่อาศัยด้วยความมั่นใจ
(c) 1997-2008 KohPhangan.com reproduction without permission prohibited.