บันทึกเรื่องวนอุทยานน้ำตกแพง
หน้าแรก
สารบัญ

วัยหนุ่ม

นึกถึงอดีต

เที่ยวธารเสด็จ

ศึกษาคำว่าอุทยาน
เที่ยวชมป่า ป่าถูกทำลาย
เริ่มสำรวจธารน้ำรัก
สร้างศาลา
สร้างที่พัก
สร้างเขื่อนน้ำล้น
ชาวบ้านเริ่มถอยศรัทธา
ห้ามตัดไม้ทำลายป่าเขตเขาไม้งาม
ถูกคว่ำขัน (คนไม่ใส่บาตร)
ไปเยี่ยมคารวะอาจารย
เสน่ห์ป่าพรหมาจารีย
วางแผนปลูกไม้คืนป่า
ปลูกไม้คืนป่า
สร้างกุฏิน้อย
คืนน้ำให้ธารด้วน
สำรวจหาที่สร้างเรือนพักรับรอง
เจ้าหน้าที่ของกองอุทยานฯ
รับคนงาน
ตกแต่งป่า
ร้อนถึงอาจารย
โยมแม่ทุกข์ใจเพราะลูก

 

เที่ยวธารเสด็จ


วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ผุ้บันทึก พร้อมพระทองหล่อและเพื่อนพระ ผู้ปฏิบัติเพื่อพรหมจรรย์จากวัดอื่นอีกหลายรูปและชาวบ้านชาย-หญิงอีกหลายคนรับเป็นธุระ จักกับข้าวคาวหวาน ผลไม้เท่าที่จะหามาได้ เพื่อนำติดตัวเดินทางไปเที่ยวธารเสด็จด้วยกันโดยทางเรือ เพราะผู้บันทึกได้ติดต่อเช่าเรือศรีพิณทองเป็นพาหนะ การไปเที่ยวธารเสด็จ เมื่อต้องการความสะดวกไม่เสียเวลาไป-กลับ ก็ต้องเลือกไปทางเรือ

เวลาประมาณ 10.00 น. เรือศรีพิณทองแล่นเข้าอ่าวธารเสด็จเป็นอ่าวน้ำลึกเรือเข้าถึงหาด แต่เรือของคณะเราต้องชลอความเร็ว ค่อยแล่นเข้าหาฝั่ง เพราะต้องระวังไม่ให้กระทบกระแทกกับเรือประมงที่จอดทอดสมอรอเวลาออกหาปลากลางคืน ที่สุดเรือศรีพิณทองก็แล่นเข้าฝั่งปล่อยให้ผู้โดยสารต่างกระโดดขึ้นฝั่ง เป็นจุดหมายเพื่อเที่ยวชมธารเสด็จ

“นี่หรือธารเสด็จ” เสียงใครคนหนึ่งอุทานถามขึ้นลอยๆ ด้วยความไม่แน่ใจ แม้ผู้บันทึกเองก็รู้สึกแปลกเหมือนกันที่เห็นหลายสิ่ง ผิดจากสภาพเดิม แปรเปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง

ตามธรรมชาติ จากกาลเวลาเนิ่นนาน สถานที่ วัฒนธรรมประเพณี หรือจารีตย่อมเปลี่ยนแปลง บางอย่างชนรุ่นหลังไม่สนใจ บางอย่างก็ถูกดัดแปลงแก้ไขไปบ้าง แต่ที่น่าเศร้าที่สุดเรามักทิ้งของตัวเองแล้วรับของต่างถิ่นเข้ามาโดยไม่เข้าใจแก่นสาร เพียงเพื่อความทันสมัย บางอย่างก็ทันสมัยอยู่ยุคหนึ่ง แต่อีกเวลาหนึ่งก็ตกสมัย แล้วอาจกลับมานิยมอีก คล้ายวนเวียนในลักษณะนี้

แต่อ่าวเขาธารเสด็จ เป็นสถานที่ซึ่งรัฐได้สงวนไว้เป็นสมบัติของชาติ กลับมาถูกทำลายยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวอย่างที่เห็น น่าเสียดาย น่าสงสารประเทศ ผู้ปล่อยตัวตามความโลภ ตามความความหิว และรู้ไม่ทันโลก เขาอาจทำลายทุกอย่างได้ กระทั่งเผ่าพันธ์ของตัวเอง

ราว พ.ศ. 2485 และ พ.ศ. 2492-2493 ซึ่งผู้บันทึกยังเป็นเด็กนักเรียน เคยมาเที่ยว “ธารเสด็จ” หลายครั้ง หาดธารเสด็จซึ่งมีกรวดทรายที่ถูกคลื่นทะเลขัดฟอกจนขาวสะอาดและเกือบจะเม็ดเท่ากัน ปราศจากเศษปฏิกูลและสิ่งปลูกสร้าง ป่าไม้ใหญ่น้อยเรียงรายไปหาดทราย เขียวชอุ่มดูสัมพันธ์กันดี เมื่อเดินเข้าป่าก็จะรู้สึกเย็นสบายใต้เงาพุ่มพฤกษ์กับสายลมอ่อนๆ จากทะเลและละอองน้ำจากธารเสด็จตั้งแต่เริ่มแรกสัมผัสได้เพียงใด

“เดี๋ยวนี้หาดทรายธารเสด็จเกลื่อนกล่นด้วยบ้าน ร้านค้าที่ปลูกอย่างมั่นคง มีเพิงแผงขายของระเกะระกะผสมกับกลิ่นที่น่าอึดอัดรำคาญ ป่าไม้เคยให้ความร่มรื่นเย็นสบายก็ถูกทำลายกลายเป็นดงมะพร้าว มีเจ้าของถือเป็นกรรมสิทธิ์ จึงคิดอยู่ในใจว่า

“ป่าสงวนของชาติ ซึ่งพระปิยมหาราชกำหนดเขตสงวนไว้คู่ธารเสด็จ เนื้อที่ 574 ไร่ ได้ร่อยหรอ หดหายไปเป็นทรัพย์สินของบุคคลบางคนผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่องานอันเป็นหน้าที่ซึ่งถูกมอบหมายให้ดูแล ท่านปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

“พี่มหาครับ ธารน้ำธารเสด็จอยู่อีกไกลไหม?” พระทองหล่อถาม แล้วชวนต่อว่า “ถ้าไม่ไกลเราไปกันก่อนเถอะ ที่นี่ดูมันไม่ค่อยเหมาะ คนพลุกพล่าน”

“ไม่ไกลหรอกครับ เดินผ่านร้านค้าไปทางด้านหลังนิดเดียวก็ถึง เราไปกันก่อนก็ได้”

เมื่อบอกนัดแนะกับพวกร่วมคณะกันมาดีแล้ว ผู้บันทึกจึงนำเพื่อนพระผ่านผู้คน ร้านค้า สวนป่า ไปสู่ลำน้ำธารเสด็จ แต่ก่อนจะถึงธารน้ำได้เดินเลี้ยวเข้าสู่ทางเล็กด้านขวามือ มุ่งสู่ต้นไทรใหญ่ เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลต่อมาได้เสด็จ
ตามรอยพระยุคลบาทและทรงจารึกพระปรมาภิไธยไว้ ณ ศิลาใหญ่ใต้ต้นไทร เป็นอนุสรณ์ เมื่อครั้งได้เสด็จธารน้ำธารเสด็จ

นี่เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ควรแก่การให้ความเคารพ เป็นสถานที่อันทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ มีเดชานุภาพ เป็นมิ่งขวัญมงคลของเกาะพะงัน แต่ทุกสิ่งจะทรงไว้ซึ่งอำนาจมีเดชานุภาพ ก็เพราะผู้คนยังให้ความเคารพ ปฏิบัติด้วยเคารพ ไม่เอาความละโมภของตนเข้าไปละเมิด ช่วยกันปกป้องคุ้มครองสิ่งที่ตนเคารพรักเอาไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไป

ผู้บันทึกคิดว่า ผู้อยู่ใกล้กับบริเวณต้นไทรควรจะช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด ไม่ถึงกับต้องปัดกวาดให้เหลือแต่ทราย เพียงแต่ช่วยกันไม่ตัดไม้ ไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปผูก แล้วอย่ามักง่ายเข้าไปบำบัดทุกข์เรี่ยราดอุจาดตาแก่ผู้ที่มาเที่ยวธารเสด็จ ก็เพียงพอแล้ว เพราะผู้บันทึกพอโผล่หน้าเข้าไปถึง ต้องปิดจมูกรีบหันหลังกลับออกไปโดยเร็ว กลัวจะรากแตก อาจจะเป็นลมหน้ามืดล้มลงตรงนั้น

“คุณทองหล่อครับ มาดูนี่ซิ นี่ยันต์อะไรทราบไหม?” ผู้บันทึกเรียกพระทองหล่อ ให้มาดูยันต์ที่สลักไว้บนหินริมธารน้ำใกล้ทางเดิน

“เอ เป็นยันต์อะไรนะ เป็นยันต์เต่าเรือนใหญ่กระมัง ผมก็ไม่แน่ใจไม่ค่อยจะสนใจเรื่องยันต์ เวทมนต์ คาถาเท่าใด”

“ผมก็ไม่ค่อยจะเดียงสาเรื่องอย่างนี้เหมือนกัน ไปเถอะไปอาบน้ำกันดีกว่า เพลแล้วจะได้เที่ยวชมธารน้ำต่ออีก”

“ครับ ดีเหมือนกันไปอาบน้ำให้เย็นตัวสักหน่อย มันร้อนเหนียวหนืดเพราะละอองน้ำเค็ม”

ผู้บันทึกจึงก้าวนำหน้าไปสู่จุดหมาย ที่จุดนี้ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญจุดหนึ่งเหมือนกัน เพราะมีพระปรมาภิไธยของล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ เมื่อครั้งเสด็จประทับทอดพระเนตรธารเสด็จ ธารเสด็จแบ่งเป็น 3 เขต แต่ละเขตมีพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. บนแผ่นผาหินอย่างชัดเจนและมีความงามแปลกตาต่างกัน เป็นธารน้ำที่ควรแก่การสงวนรักษาไว้ตามธรรมชาติ เป็นอนุสรณ์แห่งองค์สมเด็จพระปิยมหาราช

เมื่อเพื่อนพระสามเณรและโยมบางคนที่ติดตามให้ความสะดวกพวกเราต่างก็อาบน้ำชำระกายในวังน้ำ ซึ่งมีน้ำตกไม่สูงลงมาจากด้านบนและสวยงาม ไม่น่ากลัวต่ออันตราย ทุกคนอาบน้ำเรียบร้อย ต่างก็มานั่งรวมอยู่ใต้เงาไม้ต้นหนึ่งใกล้กับวังน้ำ เพื่อรอญาติโยมที่จะมาพบและถวายเพลตามที่นัดหมาย ไม่นานนักบรรดาญาติโยมก็เดินกระจัดกระจายมุ่งหน้ามาทางเรา ทั้งถือ ทั้งเทิน บางคนก็กระเดียดสิ่งของเพื่อเตรียมถวายเพลพระ-สามเณร และเผื่อตัวเองด้วย ขณะเดียวกันบางคนก็ฮัมเพลง บางคนกำลังหยอกล้อ บ้างก็ส่งยิ้มให้

เสียงพูดคุย ผสมผสานด้วยเสียงน้ำกระทบหิน รู้สึกเหมือนว่า “พวกเธอกำลังมีความสุข”

ฉันเพลกันแล้ว ต่างแยกย้ายกันไปชมธารน้ำธารเสด็จ มีการเที่ยวชมหินลาด วังน้ำ น้ำตกและพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งมีหลายพระองค์ได้ทรงจารึกไว้บนแผ่นหิน เพื่อเป็นศิริมงคล เป็นสมบัติล้ำค่าแก่ชาวเกาะพะงัน ในวโรกาสที่พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมเกาะพะงัน ชาวเกาะพะงันจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ผู้บันทึกก็ไม่อาจทราบ แต่รู้สึกบางอย่างได้จากบางสิ่งแวดล้อม ซึ่งปรากฏให้เห็นตำตาพอจะพูดได้ว่า มีคนไม่น้อยที่ไม่รู้จักคุณค่า เพราะสิ่งที่ปรากฏ เช่น ตัดไม้ริมธาร ถางโค่นป่าไม้ใกล้ธารและเหนือธารซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำ เอาที่ดินมาเพื่อทำไร่ ใช้เครื่องสูบฉีดหาแร่ดีบุก เป็นเหตุให้น้ำในลำธารสกปรก ตะกอนตะไคร่น้ำเกาะติดตามหิน เป็นอันตรายต่อผู้มาทัศนาจรลื่นล้มได้ง่าย หินก้อนใหญ่ที่สวยงามก็จะถูกขีดเขียนชื่อเรือชื่อคนและคำหยาบ ล้วนแต่ทำลายสุนทรีภาพ

“พี่มหาครับ พี่มหา มานี้เดี๋ยว” พระทองหล่อเรียก

“ช่วยถ่ายภาพให้ผมหน่อยครับ ผมต้องการจะได้พระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ที่จารึกบนหิน ไว้เป็นอนุสรณ์”

ผู้บันทึกถ่ายภาพให้ แล้วเราทั้งสองก็พากันเดินขึ้นไปเหนือธาร เห็นว่าไกลพอสมควร ประกอบกับความลำบากในการปีนป่ายหินลาด และก้มลอดกิ่งไม้ต้นไม้ที่หักล้มลงทับธาร จึงหยุดนั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง

“คุณทองหล่อครับ คุณได้มีโอกาสไปเที่ยวธารน้ำรักมาแล้ว พอจะเปรียบเทียบกับธารเสด็จได้ไหมว่า ที่ไหนได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะอะไร”

“ได้ครับ จากที่ได้เห็น ผมพอจะเปรียบเทียบได้บ้าง

  1. ธารเสด็จเป็นธารน้ำใหญ่ มีน้ำมาก คนส่วนมากรู้จักเมื่อเอ่ยชื่อถึง ทั้งเป็นธารน้ำที่ในหลวงสนพระทัย เสด็จมาทอดพระเนตรหลายพระองค์ส่วนธารน้ำรักไม่ใหญ่โตนัก น้ำน้อยกว่า คนส่วนมากไม่ค่อยรู้จัก
  2. ธารเสด็จขาดไม้ใหญ่ปกคลุมลำธารให้ร่มรื่น เพราะถูกทำลายเสียเป็นส่วนมาก ธารน้ำรักมีต้นไม้ใหญ่น้องทั้งสองข้างธาร ช่วยปกคลุม
  3. ธารเสด็จส่วนมากน้ำไหลไปตามซอกหินที่ลาดแบน กว้างยาวไม่สูงชัน ธารน้ำรักน้ำไหลไปตามซอกหินที่ลาดแคบแต่ว่ายาวสูงชันลดหลั่นสวยงามกว่า ข้อนี้ต่างได้เปรียบเสียเปรียบพอกัน
  4. ธารเสด็จไม่ค่อยสะอาด มีสิ่งปฏิกูลแปลกปลอมมาก ธารน้ำรักสะอาดกว่า ไม่มีสิ่งปฏิกูลให้เห็น
  5. ผู้มาเที่ยวธารเสด็จ แม้จะเดินปีนป่ายตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่ตรงนี้ก็ยังมองไม่เห็นทิวทัศน์ข้างล่าง ธารน้ำรักเรายิ่งขึ้นสูงยิ่งมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้หลายมุม บางแห่งเมื่อลงไปอาบน้ำในวัง สามารถมองเห็นดงมะพร้าว เรือ เกาะแก่ง ข้อนี้ธารน้ำรักดีกว่า

ข้อที่ผมเปรียบเทียบระหว่างธารเสด็จกับธารน้ำรัก อาจไม่ตรงกันคนอื่น เพราะช่วงเวลาที่เห็นต่างกัน ส่วนผมแล้วมีความคิดเห็นเช่นนั้น ผมจึงอยากให้ท่านรีบเร่งหาโอกาสเข้าไปสร้างวนอุทยานน้ำตกแพง ตามความฝันของท่านก่อนจะสายเกินไป?”

“เอาอีกแล้ว เล่นอีกแล้ว อย่าพูดถึงมันเลย ผมฝันไปเท่านั้นเอง ผมยังขาดทรัพย์ขาดคุณสมบัติอีกมาก จะเข้าไปปิดป่าแล้วสร้างวนอุทยานจะต้องปรึกษาทางราชการก่อนว่าควรหรือไม่ ใช่ว่าจะทำก็ทำได้ ประเดี๋ยวจะทำบุญได้บาป”

“ครับ ควรรีบติดต่อกับทางราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากได้รับความเห็นชอบก็ลงมือทำ ถ้ามัวชักช้าเนิ่นนาน อาจมีใครถางโค่นป่าเพื่อทำไร่ แล้วยึดเป็นกรรมสิทธ์เหมือนกับป่าริมธารเสด็จที่เห็นอยู่ มันจะหมดความงดงามและไม่มีทางจะเรียกกลับคืน”

“เท่าที่คุณพูดมาก็ถูกและเป็นความจริง ผมจะพยายามทุกวิถีทางตามสติปัญญา ทุนทรัพย์และการเห็นชอบจากทางราชการ ผมจะลงมือทำทันทีครับ”

“เราเดินขึ้นมาไกลมากแล้ว กลับกันดีกว่า ประเดี๋ยวพวกเขาจะคอย”

ผู้บันทึกชวนพระทองหล่อกลับ เราเดินลงตามทางเดิม ปรากฏว่า เพื่อนพระ-สามเณรและญาติโยมทุกคน ได้พากันกลับไปอยู่ในอ่าวธารเสด็จและลงอยู่ในเรือบ้างแล้ว เมื่อผู้บันทึกกับพระทองหล่อมาถึง ทุกคนที่ร่วมเดินทางต่างพากันลงเรือศรีพิณทองเพื่อเดินทางกลับอ่าวท้องศาลา ซึ่งเป็นจุดรวมกันไปเที่ยวธารเสด็จ ขณะเดียวกันก็เป็นจุดแยกกลับสู่ที่อยู่อาศัยของตน และทุกคนก็ปลอดภัยดี

การเรียนรู้อดีต ทำให้มองเห็นอนาคต นั่นคือกฏแห่งสัมพันธภาพผู้มีญาณรอบรู้หรือมีศาสตร์เล็งเห็นจะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของอนาคต
จึงสามารถเตรียมรับหรือระงับสถานการณ์ได้ดีกว่าผู้ไม่รู้

 

(c) 1997-2008 KohPhangan.com
reproduction without permission prohibited.