บันทึกเรื่องวนอุทยานน้ำตกแพง
หน้าแรก
สารบัญ

วัยหนุ่ม

นึกถึงอดีต

เที่ยวธารเสด็จ

ศึกษาคำว่าอุทยาน
เที่ยวชมป่า ป่าถูกทำลาย
เริ่มสำรวจธารน้ำรัก
สร้างศาลา
สร้างที่พัก
สร้างเขื่อนน้ำล้น
ชาวบ้านเริ่มถอยศรัทธา
ห้ามตัดไม้ทำลายป่าเขตเขาไม้งาม
ถูกคว่ำขัน (คนไม่ใส่บาตร)
ไปเยี่ยมคารวะอาจารย์
เสน่ห์ป่าพรหมาจารีย
วางแผนปลูกไม้คืนป่า
ปลูกไม้คืนป่า
สร้างกุฏิน้อย
คืนน้ำให้ธารด้วน
สำรวจหาที่สร้างเรือนพักรับรอง
เจ้าหน้าที่ของกองอุทยานฯ
รับคนงาน
ตกแต่งป่า
ร้อนถึงอาจารย
โยมแม่ทุกข์ใจเพราะลูก

 

ไปเยี่ยมคารวะอาจารย


วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ฉันเพลเสร็จ สามเณรชาญยุทธ ไปวัดราษฎร์เจริญเพื่อหาอาหารมาเก็บทำในวันต่อไป ส่วนผู้บันทึกออกจากที่พักไปวัดมธุรวราราม เป็นวัดใกล้วนอุทยานน้ำตกแพงที่สุดประมาณ 1 ก.ม. เดิน 13 นาทีก็ถึง จึงเข้าไปกราบท่านอาจารย์พระสมุห์เวียน สีลสาโร ผู้เป็นอนุสาวนาจารย์ เป็นอาจารย์ผู้ให้อยู่ในสำนักและเป็นอาจารย์สอนธรรมให้ เมื่อยังเป็นพระนวกะ นานๆ จึงมาเยี่ยมท่านและอยู่สนทนาเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ่น ท่านอาจารย์ได้ปรารภถึงความหนักใจให้ฟังว่า

“เด็กแถวนี้ไม่ได้มาจากที่ไหน อยู่ก็ไม่ไกล แต่ยะโสน่ากลัว อาตมาตักเตือนด้วยเมตตา อย่าปาลูกกะท้อนเขียวต้นหน้ากุฏิ พวกเด็กกลับโกรธ รู้ว่าพระทำอะไรพวกเธอไม่ได้ จึงลากทางมะพร้าวมาทุบที่พื้นรองเหยียบบันไดข้างล่าง เสียงดังโครม ๆ แล้วขู่คำราม ตาย! ตาย! อาตมาอยู่มานานแล้วไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร น่าสงสาร แล้วท่านอยู่ที่วนอุทยานคำแพง สบายดีหรือ?”

“สบายดีครับอาจารย์”

“ทราบว่ามีคนโกรธมากที่ท่านทำเขื่อนน้ำล้น ปิดกักเก็บน้ำไว้ใช้ไม่ปล่อยน้ำให้เขา ถึงกับขึ้นไปเปิดน้ำหมดเขื่อน คนเราเมื่อมีโมหะจริตขาดหลักเกณฑ์พิจารณาก็ไม่อาจมองเห็นความจริง น่าสงสาร ความจริง น้ำที่ล้นก็ไหลไปเท่ากับน้ำที่มีอยู่เดิม มันไม่มากน้อยกว่ากันเลย พิสูจน์ได้โดยการปล่อยน้ำในเขื่อนน้ำล้นให้หมดสังเกตดูเห็นได้ทันทีว่าน้ำในลำธารมีเท่าใด น้ำก็จะไหลไปตามปกติเหมือนเมื่อปิดเขื่อนให้น้ำล้น ก็เท่ากันอยู่ดี”

ความจริงเป็นอย่างนั้น ผมเคยอธิบายให้บางคนฟัง เขาไม่เชื่อหาว่าผมเปลี่ยนทิศทางน้ำ น้ำจึงขาดหายพร่องไปจากลำธารทำให้เขาเสียประโยชน์ ความจริงน้ำมีอยู่เท่าไหร่เขาก็ได้รับเท่านั้น”

เจ้าอดทนมาแล้ว ต้องอดทนต่อไป ความดี ความถูกต้องจะติดตามคุ้มครองและเชิดชูเกียรติของมันเองเมื่อถึงเวลา”

“ครับอาจารย์”

อยู่สนทนากับท่านอาจารย์พอควรแก่เวลาจึงกราบลากลับที่พัก ที่พักนั้นเป็นอะไร? น้ำในเขื่อนที่ปริ่มอยู่ก่อนไปเยี่ยมท่านอาจารย์กลับมาเหลือแต่กรวดทรายให้เห็นเป็นหนที่สอง คงเป็นพวกเธอที่แค้นเคือง ที่เคยพูดว่า “ขึ้นไปปล่อยน้ำในเขื่อนให้หมดจะได้ใช้น้ำกันบ้าง” ปฏิบัติการของพวกเธอได้ปรากฏถึงสองครั้ง ไม่รู้ครั้งต่อไป พวกเธอจะทำอย่างไรอีกช่างเถิด.....ไม่ต้องคิด เพราะแม้อาจารย์ที่เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร์ เป็นที่เคารพบูชาของคนทั้งใกล้และไกลยังถูกเด็กเกเรแสดงก้าวร้าว เราเป็นแต่ศิษย์ของท่านอาจารย์ บวชมาไม่กี่พรรษา ความดีอะไรยังไม่ปรากฏให้ยอมรับ วันนี้เขาแสดงความหยาบคายบ้างก็ไม่เป็นไร?

26 ตุลาคา พ.ศ. 2518 เมื่อปวารณาออกพรรษาได้ห้าวัน สามเณรสมบูรณ์พร้อมด้วยพระภิกษุ ซึ่งจำพรรษาอยู่วัดราษฎร์เจริญได้เข้ามาสมทบระดมแรงขยายถนนริมเขื่อนน้ำล้นให้กว้างขึ้นเพื่อให้รถจี๊ปที่นายช่างชาญ เสาวลักษณ์ รับเป็นคนขับให้ ได้เข้าออกสะดวกเมื่อเวลารับส่งพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงสิ่งของจำเป็น ใข่แต่เท่านั้น พลังพระภิษุสามเณรยังช่วยบุกเบิก ตัดถนนต่อจากถนนริมเขื่อนฝายที่พักไปบรรจบกับที่จอดรถใกล้ศาลาทรงไทยอีกด้วย

ผลงานที่ปรากฏทั้งหมดนี้ช่วยสะกิดเตือนให้ผู้คนที่เข้ามาเที่ยวชมวนอุทยานน้ำตกแพง ได้เห็นถึงความอดทนฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เป็นประกาศนียบัตรอันล้ำค่าของชาวเกาะพะงัน ที่ได้พร้อมใจกันแสดงให้ผู้ที่มาเที่ยวชมได้รู้ว่าคนเกาะพะงัน ได้รักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้ มรดกสาธารณะให้ดำรงค์อยู่คู่บ้าน คู่เมือง คู่ประเทศชาติสืบไป

คติเตือนใจ “โคลงกระทู้”
มิตรเตือนมิตรตน
มิตรดี มิตรชั่วนั้น คบพา
เตือน แต่กรรมธัมมา แผกบ้าง
มิตร ใดสู่ตนหนา เตือนต่อ ตนแฮ
ตน ดีมีชั่วอ้าง แน่แท้กรรมคน

 

(c) 1997-2008 KohPhangan.com
reproduction without permission prohibited.